http://area.ge.go.th/phayao1/data/b07.doc 23/08/2546
บทที่
7
การวิจัยในชั้นเรียน
คำนำ
หลักการสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาคือการกระจายอำนาจการบริหารการจัดการศึกษา
การเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา
ซึ่งการดำเนินการให้บรรลุตามหลักการดังกล่าว จำเป็นต้องสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ผู้เกี่ยวข้อง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครู
ผู้นำชุมชนและผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
การพัฒนาผู้บริหารการศึกษา
ผู้บริหารสถานศึกษา ครูทั้งภาครัฐและเอกชน ผู้นำชุมชนและผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นยุทธศาสตร์หลักในการสร้างกลไกและเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญในการปฏิรูปการศึกษา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระจายอำนาจให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา
จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องสร้างความเข้มแข็ง
สร้างความรู้ความเข้าใจในบทบาทหน้าที่
และสร้างความเชื่อมั่นให้ทุกฝ่ายสามารถปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ
จึงได้จัดทำโครงการพัฒนาผู้บริหารการศึกษา
ผู้บริหารสถานศึกษา ครู ผู้นำชุมชนและผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขึ้น
เมื่อวันที่
26
กันยายน 2543
คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบในหลักการของโครงการพัฒนาผู้บริหารการศึกษา
ผู้บริหารสถานศึกษา ครู
ผู้นำชุมชนและผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และได้แต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานโครงการฯ
ทำหน้าที่ประสานและส่งเสริมการดำเนินงานเพื่อเตรียมความพร้อมครูและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง
ตลอดจนประสานการจัดทำชุดฝึกอบรมต้นแบบ
เพื่อเป็นคู่มือให้กลุ่มเป้าหมายได้ใช้ศึกษาและพัฒนาตนเอง
ชุดฝึกอบรมต้นแบบที่จัดทำขึ้นมีจำนวน
3 ชุด
คือ (1)
ชุดฝึกอบรมผู้บริหาร
(2)
ชุดฝึกอบรมครู และ
(3)
ชุดฝึกอบรมผู้นำชุมชน
โดยชุดฝึกอบรมต้นแบบแต่ละชุด ประกอบด้วย สื่อสิ่งพิมพ์และสื่อโสตทัศน์
ในส่วนของสื่อสิ่งพิมพ์ จะประกอบด้วย ประมวลสาระ และ แนวทางการศึกษา
ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำชุดฝึกอบรมต้นแบบดังกล่าวไปผลิตเพื่อเผยแพร่ให้กับกลุ่มเป้าหมายที่รับผิดชอบ
เพื่อใช้ในการศึกษาและพัฒนาตนเองต่อไป
เอกสารเรื่อง
การวิจัยในชั้นเรียน ฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของสื่อสิ่งพิมพ์ในชุดฝึกอบรมครู
ประกอบด้วยสาระสำคัญ 9 เรื่อง คือ
1.
หลักการจัดการศึกษา
2.
การพัฒนาวิชาชีพครู
3.
การกระจายอำนาจทางการศึกษา
4.
การประกันคุณภาพการศึกษา
5.
หลักสูตรสถานศึกษา
6.
การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
7.
การวิจัยในชั้นเรียน
8.
เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อการเรียนรู้
9.
ครูกับการจัดการศึกษาของชุมชน
ในการจัดทำชุดฝึกอบรมดังกล่าว
สำนักงานปฏิรูปการศึกษาในฐานะฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการประสานงานโครงการฯ
ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชและผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานต่างๆ
ซึ่งได้ร่วมกันอุทิศเวลา ความรู้ ความสามารถ ความวิริยะอุตสาหะ จนเสร็จสมบูรณ์
คณะกรรมการประสานงานโครงการฯ ขอขอบคุณเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้
และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า
เอกสารฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้เกี่ยวข้องในการพัฒนาตนเองได้เป็นอย่างดี

(ศ.ดร. ปรัชญา เวสารัชช์)
ประธานคณะกรรมการประสานงาน
โครงการพัฒนาผู้บริหารการศึกษา
ผู้บริหารสถานศึกษา
ครู
ผู้นำชุมชนและผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
มีนาคม
2545
สารบัญ
หน้า
คำนำ
บทที่ 7
การวิจัยในชั้นเรียน
1
เรื่องที่ 7.1 แนวคิดของการวิจัยในชั้นเรียน
3
7.1.1 ความหมาย ความสำคัญ และประโยชน์ของการวิจัยในชั้นเรียน
3
7.1.2 การวิจัยในชั้นเรียนกับการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้
5
7.2.1 จุดเริ่มต้นของการวิจัยในชั้นเรียน
7
7.2.2 รูปแบบและขั้นตอนการทำวิจัยในชั้นเรียน
7
7.2.3 ความเชื่อถือได้ของงานวิจัยในชั้นเรียน
10
7.2.4 การเขียนสรุปรายงานการวิจัยในชั้นเรียน
12
7.2.5 ตัวอย่างงานวิจัยในชั้นเรียน
13
7.3.1 การนำผลการวิจัยในชั้นเรียนไปใช้
26
7.3.2 การเผยแพร่ผลงานการวิจัยในชั้นเรียน
27
การวิจัยในชั้นเรียน
ความนำ
หลังจากมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ.
2542
แนวคิด
เรื่องการปฏิรูปการทำงานของครูให้มีความเป็นครูวิชาชีพ
รวมทั้งการที่ครูต้องทำวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน
ได้มีการกล่าวถึงอย่างแพร่หลาย เพราะในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับนี้
ด้กำหนดแนวทางการสนับสนุนให้ครูผู้สอนใช้กระบวนการวิจัยเพื่อการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน
ไว้ในหมวดที่ 4 ว่าด้วยแนวการจัดการศึกษา มาตรา
24 (5)
มีใจความสำคัญดังนี้
ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ
สภาพแวดล้อม สื่อการเรียน และอำนวยความสะดวกเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้
รวมทั้งสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ทั้งนี้
ผู้สอนและผู้เรียนอาจเรียนรู้ไปพร้อมกัน
จากสื่อการเรียนการสอนและแหล่งวิทยาการประเภทต่าง ๆ
และมาตรา 30 กล่าวว่า ให้สถานศึกษาพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ
รวมทั้งการส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถใช้กระบวนการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมแก่ผู้เรียนในแต่ละระดับการศึกษา
จากข้อความในพระราชบัญญัติ
ดังกล่าวข้างต้น ทำให้แนวคิด เรื่อง
การที่ครูต้องศึกษาเด็กเป็นรายบุคคล
และการพัฒนาผู้เรียนตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ
ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับนี้เช่นกัน
ในมาตรา 22 มีความเป็นจริงเป็นจังในแนวปฏิบัติ
เพื่อพัฒนาผู้เรียนด้วยการใช้กระบวนการวิจัยในความหมายของการแก้ปัญหาแบบใหม่
การหาคำตอบแบบใหม่ โดยวิธีการที่เชื่อถือได้หรือวิธีการที่ยอมรับในศาสตร์นั้น ๆ
(อุทุมพร (ทองอุไทย) จามรมาน 2544 : 1) มากขึ้น
แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อกล่าวถึงคำว่า การวิจัย ในทางปฏิบัติ ครูจำนวนมากยังมีความรู้สึกสับสน
เนื่องจากการรับรู้เดิมที่มีต่อการวิจัยที่ว่า
การวิจัยเป็นเรื่องยุ่งยาก
เป็นงานหนักที่ต้องอาศัยความรู้และประสบการณ์ในการทำงานสูง ต้องทุ่มเทเวลาและความสามารถในการวิจัยมาก
แม้จะได้รับข่าวสารจากการอบรม การประชุมสัมมนา
การประชุมเชิงปฏิบัติการหรือการศึกษาเอกสารเรื่องการวิจัยในชั้นเรียนว่า
การวิจัยในชั้นเรียน
ไม่ใช่สิ่งที่แปลกแยกไปจากงานปกติในหน้าที่ของครู ครูก็ยังสงสัยต่อไปอีกว่า ในเมื่อเป็นงานที่ครูทำอยู่แล้ว
ทำไมจึงต้องมีการหยิบยกขึ้นมาเป็นจุดเน้นในการทำหน้าที่ของครูในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
บางทีการอุปมาอุปไมยต่อไปนี้
อาจจะช่วยทำให้ครูมีคำตอบที่กระจ่างต่อความกังวลนี้ได้ เช่น
ในการปฏิบัติ "อานาปานสติ" หรือ "สติกำหนดลมหายใจเข้าออก" ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า
เป็นสิ่งที่มีผลดีต่อสุขภาพทางจิต
และส่งผลกระทบไปถึงสุขภาพทางกายของผู้ปฏิบัติ
แต่ผู้ที่ยังไม่เข้าใจหรือยังไม่เคยประจักษ์ในผลดังกล่าวอาจจะยังสงสัยว่า ทำไมจึงต้องทำ "อานาปานสติ" ในเมื่อปกติคนที่ยังมีชีวิตทุกคนต้องหายใจเข้าออกอยู่แล้ว
ทำนองเดียวกับคำถามที่ว่า
ทำไมจึงต้องทำ "การวิจัยในชั้นเรียน" เมื่อครูต้องทำหน้าที่จัดการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนที่ตนรับผิดชอบอยู่แล้ว
การทำ "อานาปานสติ" ให้กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกของตัวเอง
สังเกตเห็นและมีวิธีการบังคับให้ลมหายใจมีลักษณะตามที่ต้องการอย่างมีระเบียบ
กฎเกณฑ์
ส่งผลดีต่อสุขภาพจิตและกายมากกว่าการหายใจเข้าออกตามความเคยชินโดยไม่รู้ตัว ฉันใด การทำ "การวิจัยในชั้นเรียน" ให้รู้ชัดในปัญหาการเรียนรู้ที่เกิดขึ้น รู้สาเหตุของปัญหา ศึกษาหาวิธีแก้ปัญหา และดำเนินการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ
ก็ย่อมส่งผลดีต่อการพัฒนาคุณภาพของการเรียนรู้ได้มากกว่าการจัดการเรียนรู้ไปตามความเคยชินโดยไม่ได้ตระหนักรู้ถึงปัญหาการจัดการเรียนรู้ของตนเอง ฉันนั้น
ดังนั้น
การวิจัยในชั้นเรียน
จึงเป็นกระบวนการที่จะช่วยให้ครูผู้สอนสามารถพัฒนาระบบการจัดการเรียนรู้ของตนให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เรียน
ทำให้กระบวนการจัดการเรียนรู้ของครู
มีความเป็นวิชาชีพและมีความเป็นศาสตร์ในวิธีวิทยาของการจัดการเรียนรู้มากขึ้น
ดังที่หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ก็ได้กล่าวถึงเรื่องของ
การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ ไว้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ. 2542 ความว่า
การจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีรูปแบบและวิธีการที่หลากหลาย
เพื่อให้สอดคล้องกับความถนัด ความสนใจ และความต้องการของผู้เรียน โดยให้ผู้สอนนำกระบวนการวิจัยมาผสมผสานหรือบูรณาการ
ใช้ในการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพของผู้เรียน
และเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้
สามารถใช้กระบวนการวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ โดยมีขั้นตอนการปฏิบัติ
เริ่มตั้งแต่การวิเคราะห์ปัญหา การวางแผนแก้ปัญหาหรือพัฒนา
การดำเนินการแก้ปัญหาหรือพัฒนา การเก็บรวบรวมข้อมูล
การสรุปผลการแก้ปัญหาหรือการพัฒนา การรายงานผลการเรียนรู้
และการนำผลการวิจัยไปประยุกต์ใช้ (กระทรวงศึกษาธิการ 2544 : 34)
เป็นต้น
แนวคิดของการวิจัยในชั้นเรียน
7.1.1 ความหมาย ความสำคัญ
และประโยชน์ของการวิจัยในชั้นเรียน
1.
ความหมายของการวิจัยในชั้นเรียน
การวิจัยในชั้นเรียนเป็นกระบวนการในการแก้ปัญหาหรือพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียนที่ครูรับผิดชอบอย่างเป็นระบบ เพื่อสืบค้นให้ได้สาเหตุของปัญหา
แล้วหาวิธีแก้ไขหรือพัฒนาที่เชื่อถือได้ เช่น การสังเกต จดบันทึก
และวิเคราะห์หรือสังเคราะห์ เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาหรือพัฒนากระบวนการจัดการเรียนการสอนของครู
และพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนให้มีคุณภาพตามเป้าหมายที่กำหนดไว้
เพื่อส่งเสริมผู้เรียนให้ได้รับการพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ
2.
ความสำคัญของการวิจัยในชั้นเรียน
การแก้ปัญหาหรือการพัฒนาผู้เรียนในชั้นเรียนด้วยกระบวนการวิจัยที่ครูผู้สอนเป็นผู้ปฏิบัติ
เป็นสิ่งที่จะให้ผลดีแก่ผู้เรียนมากกว่าการที่ครูแก้ปัญหาในชั้นเรียนของตนตามผลการวิจัยของผู้อื่น
เนื่องจากครูผู้สอนเป็นผู้ที่ใกล้ชิดกับผู้เรียนมากที่สุด
ครูจึงย่อมรู้ธรรมชาติ
ภูมิหลังและสภาพแวดล้อมของผู้เรียนของตนดีกว่าผู้อื่น แต่ครูก็ต้องพยายามศึกษา
ค้นคว้าหาแนวทางการแก้ปัญหาการเรียนการสอนที่ผู้อื่นทำวิจัยไว้ เพื่อนำมาเป็นฐานความคิดในการปรับนำไปใช้ให้เหมาะสมกับผู้เรียนของตน
และจะได้รู้ถึงข้อควรระวังที่ผู้วิจัยคนก่อนได้นำเสนอไว้
เพื่อป้องกันความผิดพลาดซ้ำรอยเดิม
รวมทั้งควรปรึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้รู้
ผู้มีประสบการณ์ภายในโรงเรียน
หรือบุคคลภายนอกเพื่อปรับแนวคิดและประสบการณ์เหล่านั้น
มาใช้เป็นแนวทางที่นำมาใช้แก้ปัญหาในชั้นเรียนของตนได้อย่างมั่นใจต่อไป
การวิจัยในชั้นเรียนจึงไม่ใช่สิ่งใหม่ที่แปลกแยกไปจากการพัฒนาการเรียนการสอนซึ่งเป็นงานในหน้าที่ของครูโดยทั่วไป
และไม่ใช่เรื่องที่ยุ่งยากเกินความสามารถของครู
แต่อย่างไรก็ตามการพัฒนาการเรียนการสอนเป็นงานที่ต้องใช้เวลา และต้องกระทำอย่างต่อเนื่อง
การวิจัยในชั้นเรียนจึงไม่ใช่การวิจัยที่ทำเพียงครั้งเดียว
แต่ควรทำอย่างต่อเนื่องจนเป็นปกติของงานในหน้าที่ในการแก้ปัญหาและพัฒนาผู้เรียนของครู
3. ประโยชน์ของการวิจัยในชั้นเรียน
การวิจัยในชั้นเรียนมีประโยชน์ต่อผู้เรียน ครู โรงเรียน และวงการการศึกษา ดังนี้
3.1 ประโยชน์ต่อผู้เรียน
เนื่องจากผู้เรียนในชั้นเรียนมีความรู้ความสามารถพื้นฐานแตกต่างกัน
ถ้าครูใช้รูปแบบการสอนเพียงแบบเดียวกับผู้เรียนทุกคน
อาจทำให้ผู้เรียนบางคนไม่ได้รับการพัฒนาหรือแก้ไขปัญหา
ซึ่งอาจส่งผลกระทบไปถึงปัญหาอื่น
เช่น
จากปัญหาพฤติกรรมการเรียนส่งผลกระทบไปถึงปัญหาความประพฤติ ส่งผลกระทบไปถึงครูวิชาอื่น ครูที่รับช่วงในชั้นต่อไป โรงเรียน และสังคมโดยส่วนรวม
จึงเป็นหน้าที่ของครูที่จะต้องพยายามวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหา
แล้วคิดหาทางแก้ปัญหาจนสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้เรียนให้ดีขึ้น พัฒนาผู้เรียนให้เกิดการใฝ่รู้ ใฝ่เรียน
มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอยู่ในระดับที่น่าพอใจ
และไม่มีปัญหาการเรียนอีกต่อไป ซึ่งส่งผลไปถึงการขจัดปัญหาและผลกระทบอื่นๆ
ด้วย
3.2
ประโยชน์ต่อครู
ครูมีการวางแผนการทำงานในหน้าที่ของตนอย่างเป็นระบบ ได้แก่ วางแผนการเรียนการสอน
ออกแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียน ประเมินผลการทำงานเป็นระยะ
โดยมีเป้าหมายชัดเจนว่าจะทำอะไร
กับใคร เมื่อไร เพราะอะไร และทำให้ทราบผลการกระทำว่า บรรลุเป้าหมายได้อย่างไร เพียงใด
ช่วยให้ครูเกิดความคิดริเริ่ม
สร้างสรรค์
ในการหาทางแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม
ได้นวัตกรรมที่ผ่านการปรับปรุงจนเป็นที่ยอมรับได้ และเกิดความมั่นใจในการทำงานมากขึ้น
สามารถอธิบายได้ว่าตนเองสามารถจัดการเรียนรู้ให้เกิดผลแก่ผู้เรียนเป็นรายคนและแต่ละคนอย่างไรบ้าง
3.3 ประโยชน์ต่อโรงเรียน
ครูในโรงเรียนมีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้นทั้งภายในหมวดวิชา และระหว่างหมวดวิชา มีการร่วมกันคิดแก้ปัญหา
ตั้งแต่การวิเคราะห์หาสาเหตุจนถึงการเขียนรายงาน
การได้ระดมสรรพกำลังจากความถนัดของแต่ละคนจะทำให้งานวิจัยมีคุณภาพยิ่งขึ้น เช่น
ครูคณิตศาสตร์ช่วยในเรื่องการคำนวณ
การวิเคราะห์และนำเสนอข้อมูล
ครูบรรณารักษ์ช่วยดูแลการเขียนบรรณานุกรม ครูภาษาไทยช่วยตรวจสอบการสะกดคำ ครูภาษาอังกฤษช่วยด้านการอ่านเอกสารตำรา
หรืองานวิจัยจากต่างประเทศ เป็นต้น
การศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับงานในหน้าที่ที่ครูรับผิดชอบอยู่
จะช่วยให้การบริหารงานวิชาการในโรงเรียนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
สามารถวิเคราะห์สาเหตุและชี้ประเด็นปัญหาได้ชัดเจน แก้ปัญหาได้ตรงจุด
เป็นการสร้างเครือข่ายกัลยาณมิตรกันทางวิชาการในโรงเรียน
และยกระดับมาตรฐานวิชาการของโรงเรียนให้สูงขึ้น
3.4
ประโยชน์ต่อวงการการศึกษา ผลงานการวิจัยในชั้นเรียน
สามารถนำมาเป็นข้อมูลในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของครูเกี่ยวกับวิธีการแก้ปัญหาและพัฒนาผู้เรียนที่ครูแต่ละคนดำเนินการว่ามีความเหมือนกันหรือต่างกันอย่างไร
ครูผู้สอนแต่ละคนจะประยุกต์นำไปใช้เพื่อพัฒนาผู้เรียนของตนได้อย่างไร
เป็นการสร้างสังคมทางการศึกษา
และกระตุ้นให้มีการพัฒนาผลงานทางวิชาการที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์อันมีคุณค่าของครูอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้วิชาชีพครูมีภาพลักษณ์ที่ดี
เป็นที่ยอมรับของสังคมมากขึ้น
7.1.2
การวิจัยในชั้นเรียนกับการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้
เนื่องจากการวิจัยในชั้นเรียนเป็นส่วนหนึ่งของการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาในส่วนของการพัฒนาผู้เรียนให้เป็นไปตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ
ดังนั้นการวิจัยในชั้นเรียนจึงควรดำเนินการให้สอดคล้องกับขั้นตอนการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้อย่างเป็นระบบที่โรงเรียนทั่วไปใช้กันอยู่
คือ
ขั้นตอนการพัฒนาตามวงจรคุณภาพของเดมมิ่ง (P-D-C-A) ซึ่งประกอบด้วย
การวางแผน
(Plan) การปฏิบัติการ (Do) การตรวจสอบ (Check) และการแก้ไขปรับปรุง
(Action) ส่วนการวิจัยในชั้นเรียน
ประกอบด้วยขั้นตอนการทำงานที่สำคัญ คือ ศึกษาปัญหาในชั้นเรียน
จากนั้นเลือกปัญหาที่มีความจำเป็นเร่งด่วนซึ่งมีความสำคัญในลำดับต้น ๆ
มาแก้ปัญหา
ขั้นตอนของการแก้ปัญหาคือหาสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา
แล้วศึกษาหาวิธีการแก้ปัญหาที่คาดว่าสามารถนำมาใช้ได้ผล ซึ่งอาจเป็นสื่อ เทคนิค วิธีการจัดกิจกรรม
ฯลฯ
แล้วเลือกพัฒนานวัตกรรมหรือวิธีการที่เหมาะสม ตรวจสอบและปรับปรุง
แล้วนำมาทดลองใช้
รวบรวมข้อมูลจากการทดลอง
ตรวจสอบ
วิเคราะห์ อภิปราย และสรุปผลการทดลองให้ชัดเจน
เป็นรูปธรรม
ในกรณีปัญหาที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างรีบด่วน
จะแก้ปัญหาโดยใช้กระบวนการวิจัยก็ไม่ทันการณ์
ครูก็สามารถศึกษาและนำผลงานวิจัยของครูคนอื่นที่ใช้แก้ปัญหาเดียวกันมาใช้แก้ปัญหาในชั้นเรียนของตนได้
ถือเป็นการบริโภคงานวิจัยอย่างคุ้มค่าวิธีหนึ่ง
วงจรการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้และวงจรการวิจัยในชั้นเรียนดังกล่าวข้างต้น
จึงมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน
ดังแผนภาพต่อไปนี้
วงจรการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้

วงจรการวิจัยในชั้นเรียน
ภาพที่ 7.1
ความสัมพันธ์ระหว่างวงจรการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้และการวิจัยในชั้นเรียน
ดังนั้น
กระบวนการวิจัยในชั้นเรียนจึงบูรณาการอยู่ในกระบวนการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้
เป็นงานของครูที่มุ่งศึกษากระบวนการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนให้ได้ผลตรงตามความต้องการ
และทันเหตุการณ์ จัดทำได้ง่าย
เป็นการวิจัยที่ครูผู้สอนจัดกระทำกับกลุ่มผู้เรียนที่ตนรับผิดชอบอยู่
ผลการวิจัยจึงไม่จำเป็นต้องสรุปอ้างอิงไปถึงผู้เรียนกลุ่มอื่น
และไม่จำเป็นต้องใช้สถิติขั้นสูง
เพราะการวิจัยในชั้นเรียนเป็นการวิจัยที่ครูทำเพื่อแก้ปัญหาในชั้นเรียนของตนเอง
และทำกับกลุ่มผู้เรียนกลุ่มเล็กที่ครูต้องการพัฒนาหรือแก้ปัญหาบางประการ บางเรื่อง
เพื่อพัฒนา (ปรับปรุงผู้เรียนอ่อน
เสริมผู้เรียนเก่ง) ผู้เรียนคนนั้น กลุ่มนั้น
เพื่อจะได้เรียนทันเพื่อนกลุ่มใหญ่หรือได้รับการพัฒนาเต็มศักยภาพของเขา
(
อุทุมพร
(ทองอุไทย) จามรมาน 2544
:1)
วิธีการวิจัยในชั้นเรียน
เนื่องจากการวิจัยในชั้นเรียนมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ครูใช้กระบวนการวิจัยในการแก้ปัญหาและพัฒนาผู้เรียน
จุดเน้นของการวิจัยในชั้นเรียนจึงอยู่ที่ขั้นตอนการทำวิจัยที่จะแก้ปัญหาหรือพัฒนาผู้เรียน
ซึ่งได้แก่ การศึกษาถึงปัญหาและจุดที่ต้องการพัฒนา ศึกษาถึงสาเหตุของปัญหา
ศึกษานวัตกรรมหรือวิธีการแก้ปัญหา สร้างและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้
นำนวัตกรรมการเรียนรู้ไปใช้แก้ปัญหาการเรียนรู้ของผู้เรียน หรือปัญหาการสอนของครู
ประมวลผลการแก้ปัญหา สรุปผลการทดลองและเขียนรายงานเพื่อเผยแพร่
7.2.1
จุดเริ่มต้นของการวิจัยในชั้นเรียน
จากภาพที่ 7.1
แสดงความสัมพันธ์ระหว่างวงจรการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้และการวิจัยในชั้นเรียน
จะเห็นว่าจุดเริ่มต้นของการวิจัยในชั้นเรียนเริ่มขึ้นที่การพบปัญหาจากขั้นการตรวจสอบของวงจรการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้
ซึ่งครูจะได้ข้อมูลเกี่ยวกับผลการเรียนและปัญหาที่เกิดขึ้นจากขั้นการตรวจสอบนั้น
ในกรณีที่ครูมีข้อมูลของผู้เรียนเกี่ยวกับปัญหาที่ตรวจพบอย่างเพียงพอและมีแนวทางว่าควรทำการปรับปรุงแก้ไขอย่างไร
ก็สามารถแก้ไขปรับปรุงได้ทันทีโดยไม่ต้องทำการวิจัย
แต่ถ้าหากว่าครูยังมีข้อมูลไม่เพียงพอและยังไม่มีแนวทางที่จะแก้ไขปรับปรุง
ก็จำเป็นต้องใช้กระบวนการวิจัยในชั้นเรียนมาช่วย
โดยการค้นหาข้อมูลอันเป็นสาเหตุของปัญหาและแนวทางแก้ไข
และทำการวิจัยให้เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานปกติ
โดยครูอาจเริ่มต้นด้วยงานวิจัยขนาดเล็กที่มุ่งแก้ปัญหาที่เฉพาะเจาะจง
เพื่อให้สามารถควบคุมกระบวนการวิจัยให้อยู่ในวิสัยที่ครูสามารถดำเนินการได้
7.2.2 รูปแบบและขั้นตอนการทำวิจัยในชั้นเรียน
การวิจัยในชั้นเรียนเป็นการนำรูปแบบกระบวนการวิจัยและพัฒนา (Research and
Development) มาแก้ปัญหาของผู้เรียน
โดยพัฒนากระบวนการเรียนรู้หรือนวัตกรรมที่เหมาะสมกับผู้เรียน
ดังกรณีตัวอย่าง
ต่อไปนี้
ในกรณีเมื่อครูพบว่าผู้เรียนในห้องเรียนมีปัญหาด้านการเรียนรู้ในกลุ่มประสบการณ์หรือวิชาใด
วิชาหนึ่ง เฉพาะด้าน เช่น
ทำโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ไม่ได้หรืออ่านคำที่มีตัวสะกดบางมาตราไม่ได้
ครูอาจคิดนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาของผู้เรียนเป็นรายคน รายกลุ่มย่อย
นำไปทดลองใช้หรือให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบคุณภาพเบื้องต้น
แล้วนำมาแก้ปัญหาการเรียนรู้ของผู้เรียน และสามารถแก้ปัญหาได้
การวิจัยแบบนี้จึงเป็นการวิจัยจากปัญหาในชั้นเรียนและแก้ปัญหาทันทีที่ครูพบปัญหา
ในกรณีที่ครูพบว่าผู้เรียนมีปัญหาด้านพฤติกรรมเป็นรายคน
รายกลุ่ม หรือทั้งชั้น ครูอาจศึกษาผู้เรียนเป็นรายกรณี ซึ่งอาจจะเป็นรายคน รายกลุ่ม
รายชั้น แล้วแก้ปัญหาให้ผู้เรียนจนเกิดพฤติกรรมใหม่ที่พึงประสงค์ที่คงทน
ถือว่าครูได้ทำวิจัยเพื่อแก้ปัญหาด้านพฤติกรรมของผู้เรียนแล้ว
ขั้นตอนการทำวิจัยในชั้นเรียน สามารถดำเนินการดังต่อไปนี้
1. วิเคราะห์สภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน การวิเคราะห์สภาพปัญหาในชั้นเรียนเป็นขั้นตอนสำคัญที่ครูต้องสำรวจว่า มีอะไรเกิดขึ้น สิ่งนั้นเป็นปัญหาหรือไม่
และหากสภาพที่เกิดขึ้นแสดงถึงปัญหาที่ต้องแก้ไขหลายประการ
ครูก็ต้องจัดลำดับความสำคัญก่อนหลังของปัญหาเหล่านั้น โดยพิจารณาจากความรุนแรงของปัญหา
ว่าปัญหาใดควรได้รับการแก้ไขก่อน
ครูสามารถสำรวจและวิเคราะห์ปัญหาได้หลายลักษณะ เช่น
วิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในแง่มุมต่างๆ ตรวจสมุดแบบฝึกหัด
สังเกตพฤติกรรมของผู้เรียน ศึกษาข้อมูลจากการประเมินของผู้ที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น ครูจะพบปัญหา ข้อสงสัยที่เกิดจากผู้เรียน ครู และกระบวนการเรียนการสอน เช่น
-
ผู้เรียนมีความสามารถในการทำโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ต่ำ
-
ผู้เรียนไม่ชอบเรียนคณิตศาสตร์
-
ผู้เรียนไม่มีทักษะในการใช้เครื่องมือทดลองทางวิทยาศาสตร์
-
ผู้เรียนอ่านออกเสียงควบกล้ำ ร ล
ไม่ชัดเจน
-
ผู้เรียนออกเสียงภาษาอังกฤษที่ลงท้ายด้วย ch sh
s ไม่ถูกต้อง
-
ผู้เรียนยังไม่ได้ปฏิบัติตนเกี่ยวกับความรับผิดชอบให้เป็นนิสัย
-
ครูสอนอย่างเคร่งเครียด
ผู้เรียนไม่สนุกและไม่มีความสุขในการเรียน
-
ครูใช้สื่อไม่เหมาะสมกับวัย วุฒิภาวะ
และความสามารถของผู้เรียน
-
ครูไม่ได้จัดให้ผู้เรียนได้มีโอกาสเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงด้วยตนเอง
ปัญหาที่จะนำมาทำการวิจัยในชั้นเรียน ควรมีความหมายและเอื้อประโยชน์ต่อการเรียนรู้ อยู่ในวิสัยที่ครูจะเป็นผู้ดำเนินการหาคำตอบได้ สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของครูผู้วิจัย เช่น ครูมีความสนใจและความถนัดในการจัดการเรียนรู้ด้วยการแสดงบทบาทสมมติ เมื่อพบปัญหาการออกเสียงคำที่ลงท้ายด้วย ch sh s ก็นำกิจกรรมบทบาทสมมติมาใช้โดยบรรจุคำศ